หลายคนต่อหลายคน ยังจดจำเรื่องราว ภาพของประวัติศาสตร์ ซึงได้รับการถ่ายทอดมาเป็นภาพยนตร์ และละครอย่างซาบซึ้งตรึงตราใจ หรือไม่ก็ประทับใจ ในเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่อ่านมาจากวรรณกรรม

ในขณะเดียวกัน ก็มีคนหันหลังให้กับประวัติศาสตร์ และลืมเอนไปอย่างง่ายดาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกทีบางคนมักจะกล่าวว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าเบื่อและเป็นเรื่องที่ยากจะจดจำ และเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่ จะปลื้ม ปิติที่จะพูดคุย และจดจำเรื่องน้ำเน่าหรือเนื้อเรื่องจากจิตนาการจากนวนิยายในชีวิตของสังคมในปัจจุบัน คำตอบจากคนกลุ่มนี้จะเป็นเช่นไร ถ้ามีคนต่างชาติมาสนใจ และรู้ประวัติสาสตร์มากกว่าคนไทยด้วยกันเอง และถามถึงรากเหง้าแห่งตัวตนของพวกคนไทยเป็นมาเช่นไร ชาวต่างชาติควรจะหัวเราะขบขันที่คนไทยไม่สามารถตอบคำถามในเรื่องที่ตนคิดว่าน่าเบื่อหรือเรื่องที่ตนคิดว่าจดจำได้อย่างหรือร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจให้กับความไร้รากเหง้าของตนเอง คงเป็นเรื่องที่สุดจะคาดเดา ฤาว่าบรรพชนจากอดีตจะไม่มีโอกาสพบอนุชนในปัจจุบันเพื่อเล่าเรื่องราวที่มีมา

เพราะฉะนั้น ถ้าคิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ลองหันมามองอีกวิธีหนึ่งที่จะเข้าใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้อย่างง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองนั้นคือ การเรียนรู้ประวัตศาสตร์ ผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละคร หรืองานวรรณกรรม โดยเฉพาะนวนิยายที่อิงเรื่องราวประวัติ

วรรณกรรมคือกระจกสะท้อนประวัติศาสตร์

                นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เปรียบเหมือนการปลุกอดีตให้กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง และเป็นกระจกสะท้อนบางเสี้ยวของประวัติศาสตร์ แม้จะเป็นการหยิบยกเกร็ดทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนมาเรียบเรียงหรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่แต่ก็แฝงภาพบรรยากาศทางประวัติศาสตร์ได้อย่างละเอียดลออเด่นชัด เต็มไปด้วยกลวิธีนำเสนอเรื่องราวสนุกสนานแยบคายด้วยอรรถรสและความรุ่มรวยของภาษา ผ่านตัวละครที่เป็นรูปแบบผ่านตัวละครที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้ สร้างความบันนเทิงละความจรรโลงใจ ทำให้คนอ่านได้ซึมซับประวัติศาสตร์โดยไม่รู้ตัว และยังช่วยเสริมสร้างมุมมองบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์นอกห้องเรียน ให้เต็มอิ่ม ส่วนเนื้อหาของนวนิยายก็สะท้อนวิถีชีวิต ความคิดทัศนคติของสังคมในยุคนั้น พร้อมทั้งให้แง่คิดและสัจธรรมที่น่าสนใจเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตได้อย่างอัศจรรย์

กุศโลบายแห่งเรียนประวัติศาสตร์

                ประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านวรรณกรรมแล้ว ยังเป็นการจุดประกายให้ผู้สนใจต้องการที่จะเรียนรู้ได้อย่างรื่นรมย์ เกิดแรงบันดาลใจให้เกิดการต้องการศึกษาค้นคว้าทางประวัตศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาของอดีตอันส่งผลถึงความเป็นมาในปัจจุบัน เพราะ ประวัติศาสตร์เปรียบเหมือนนวนิยายเล่มใหญ่เนื่องด้วยไม่มีใครรู้ว่า เรื่องราวประวัติศาสตร์นั้นจริงเท็จแค่ไหน ฉะนั้นประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องท้าทาย และเป็นเรื่องที่ ไม่ยากเกินจะจดจำอีกต่อไป

 

 

อ่านประวัติศาสตร์ผ่านวรรณกรรม

                วรรณกรรมพาเราย้อนไปตั้งแต่ยุคเริ่มแรกรุ่งอรุณแห่งความสุขในอาณาจักรสุโขทัย จนก่อร่างสร้างกรุงศรีรามเทพนครอโยธยา ชวนให้นึกถึงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ความเข้มแข็งของเหล่า ขุนศึก( ไม้เมืองเดิม) ผู้หาญกล้า และความผาสุกของเหล่าประชาราษฎร์ที่สืบ สายโลหิต ( โสภาค สุวรรณ ) มารุ่นต่อรุ่นแต่กลับมาล่มสายเพราะการแตกความสามัคีของชาวสยาม ราวกับ ปลายเทียน ( แก้วเก้า ) แห่งความรุ่งเรือง เลือนลับหายแต่ก่อนจะเสียกรุงครั้งที่สอง วีรกรรมของชาวบ้าน บางระจัน ( ไม้ เมืองเดิม ) ซึ่งยืนหยัด ต่อสู้กับพม่ารามัผญจนตัวตายก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัด และในยามที่บ้านเมืองแตกกระสานซ่านเซ็น เมื่อนั้นพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงเป็นผุ้กอบกู้บ้านเมืองขึ้นมาใหม่เป็นกรุงธนบุรี และแล้วบ้านเมืองก็เป็นปึกแผ่นดั่งเมืองเทพดาฟ้าอมรในนามกรุง รัตนโกสินทร์ ( ว. วินิจฉัยกุล )ผ่านยุคทองแห่งวรรณคดี และยุคทองแห่งการค้าขาย สู่ยุคแห่งการต่อสู้กับการล่าจักรวรรณนิยม ชาวสยามจึงได้เห็นพระปรีชาญาณแห่งองค์ บูรพา ( ว. วินิจฉัยกุล ) พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๔ และ รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงเป็น ร่มฉัตร ( ทมยันตี ) คุ้มเกล้าด้วยพระบารมีพร้อมทั้งมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงเกร็ดประวัตศาสตร์ จากการเดินทางของหญิงสาวชื่อมณีจันทร์ ผ่านกระจกเพื่อไปสู่อีกห่วงเวลา เธอคอยช่วยเหลือบ้านเมืองให้พ้นช่วงวิกฤติของสยามที่หมิ่นเหม่ต่อการถูกฉีกแผ่นดิน เป็นส่วนๆ ใน ทวิภพ   ( ทมยันตี )

                ขณะเดียวกันหญิงอีกคนได้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน แผ่นดินแล้วแผ่นดินเล่า นามว่า พลอย ซึ่งอยู่มาถึง สี่แผ่นดิน ( ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ) ตั้งแต่รัชกาล ที่ ๕-๘ อย่างไรก็ตามในรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ เหตุการณ์ที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองไทย คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็น ระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งเลาขานใน ราตรีประดับดาว ( ว. วินิจฉัยกุล ) ก็นำเสนอแง่มุมของสังคมในยุคนี้ได้อย่างน่าสนใจ จากยุคเสื่อมระบอบศักดินาได้สะท้อนให้เห็นสายน้ำของ สองฝั่งคลอง ( ว. วินิจฉัยกุล ) และช่องว่างของราชนิกุลที่สูงส่งกับประชาชนธรรมดาที่เคยมีมาได้ถูกสายใยแห่งรักมัดรวมร้อยดวงใจไว้ด้วยกันใน ปริศนา ( ว. ณ ประมวลมารค ) และ ชั่วนิรันดร    ( ประภัสสร เสวิกุล

เพียงแค่นี้ เชื่อเหลือเกินว่า แม้จะไม่ได้สัมผัส ถึงอรรถรสภายในเรื่อง แต่ลำนำที่เรียงร้อยเรื่องราวก็พาให้ผู้อ่านไปสู่เส้นทางประวัติศาสตร์ ได้อย่าเพลิดเพลินโดยปราศจากอคติและข้ออ้างว่าคนไทยถูกยัดเยียดตำราประวัติศาสตร์แบบท่องอาขยานใส่ความคิกอย่างน้องก็ได้ภูมิใจว่า แม้ไม่รู้ถึงแก่น แค่กระพี้ก็ยังดี

Comment

Comment:

Tweet