โวหาร

posted on 14 Dec 2009 01:37 by darakaparkay

โวหาร

สำหรับวรรณคดีทั้งร้อยกรองและร้อยแก้วได้แบ่งโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ

บรรยายโวหาร, อุปมาโวหา, พรรณนาโวหาร, เทศนาโวหาร, สาธกโวหาร

๑.   บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียนตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหารเพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจนงานเขียนที่ควรใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนอธิบายประเภทต่าง ๆเช่น เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำรา บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เช่น บันทึก จดหมายเหตุ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น
           หลักการเขียนบรรยายโวหาร
       1)  เรื่องที่เขียนต้องเป็นเรื่องจริง ผู้เขียนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเป็นอย่างดี โดยอาจรู้มาจากประสบการณ์ หรือการค้นคว้าก็ได้
       2) เลือกเขียนเฉพาะสาระสำคัญ ไม่เน้นรายละเอียด แต่เขียนตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
       3) ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย หากต้องการจะกล่าวให้ชัดอาจใช้อุปมาโวหารและสาธกโวหารเข้าช่วยได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนส่วนที่เป็นสาระสำคัญกลายเป็นส่วนด้อยไป
       4) เรียบเรียงความคิดให้ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กัน

ตัวอย่าง  …การบรรยายเกาะแก้วพิศดารในเรื่องพระอภัยมณี

                                                             อันเกาะแก้วพิศดารสถานนี้            โภชนาสาลีก็มีถม

แต่คราวหลัวครั้งสมุทรโคดม                   มาสร้างสมสิกขาสมาทาน

              เธอทำไร่ไว้ที่ริมภูเขาหลวง                       ครั้นแตกรวงออกมาเล่าเป็นข้าวสาร

                                                     ได้สืบพืชยืดอยู่แต่บูราณ                            คิดอ่านเอาเดียวมาเหลียวไป    (สุนทรภู่)

๒.อุปมาโวหาร  คือ   อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าอุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมาโวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด เช่น  ดัง        เหมือน  เช่น  ดุจ  คล้าย  เป็นต้น

ตัวอย่าง                               

         “ปางพี่มาดสมานสุมาลย์สมร ดังหมายดวงหมายเดือนดารากร อันลอยพื้นอำพรพโยมพราย

(เพลงยาว โดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์)

       ๓.   พรรณนาโวหาร  คือสำนวนพรรณนาหรือพรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ
          หลักการเขียนพรรณนาโวหาร
      1)  ต้องใช้คำดี หมายถึง การเลือกสรรถ้อยคำ เพื่อให้สื่อความหมาย สื่อภาพ สื่ออารมณ์เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ต้องการบรรยาย ควรเลือกคำที่ให้ความหมายชัดเจน ทั้งอาจต้องเลือกให้เสียงคำสัมผัสกันเพื่อเกิดเสียงเสนาะอย่างสัมผัสสระ สัมผัสอักษร ในงานร้อยกรอง
      2)  ต้องมีใจความดี แม้จะพรรณนายืดยาว แต่ใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณ์ความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังพรรณนา
      3)  อาจต้องใช้อุปมาโวหาร คือ การเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพชัดเจน และมักใช้ศิลปะการใช้คำที่เรียกว่า ภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้พรรณนาโวหารเด่น ทั้งการใช้คำ และการใช้ภาพที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้วเกิดจินตนาการและความรู้สึกคล้อยตาม
      4)  ในบางกรณีอาจต้องใช้สาธกโวหารประกอบด้วย คือ การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยยกตัวอย่างสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้เกิดภาพและอารมณ์เด่นชัดพรรณนาโวหารมักใช้กับการชมความงามอื่น ๆ เช่น ชมสถานที่ สรรเสริญบุคคลหรือใช้พรรณนาอารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด โกธร แค้น เศร้าสลด เป็นต้น ( ความหมายเหมือน ของธรรมเนียมตะวันตก )

ตัวอย่าง


                                      “ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด

                                ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา

                                พอใบไหวพลิกริกริกมา

                                ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก

                                เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว

                                ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก

                                เพียงแววตาคู่นั้นหวั่นสะทก

                                ก็รู้ว่าในอกมีหัวใจ


(เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์)

        ๔.   เทศนาโวหาร  คือ  เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ
          หลักการเขียนเทศนาโวหาร
          การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ กล่าวคือทั้งใช้บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร และสาธกโวหารด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ใจความชัดเจนแจ่มแจ้ง มีทั้งความหลักและความรองเป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามผู้เขียนไปได้หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หรือแสดงเหตุและผลการเขียนเทศนาโวหาร ผู้เขียนต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี สามารถอธิบายอย่างชัดเจน ทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้จักใช้เหตุผล และหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นที่ตนเสนอด้วย การลำดับความให้สัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลจึงเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่งในการเขียนเทศนาโวหารโดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า เทศนาโวหาร แปลว่า โวหารที่มุ่งสั่งสอน โดยตีความคำว่าเทศนา ว่าสั่งสอน ความจริงเทศนาในที่นี้ หมายถึง แสดง กล่าวคือ แสดงอย่างแจ่มแจ้งเพื่อให้เห็นคล้อยตาม รูปแบบงานเขียนที่ควรใช้เทศนาโวหารคือ งานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ หรือบทความแสดงความคิดเห็น ความเรียง เป็นต้น

 

ตัวอย่าง   …โยคีสอนสุดสาครในเรื่องพระอภัยมณี

บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว              สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา

เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา                                      ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต

                                            แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์                                มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด                             ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน “ (สุนทรภู่)

        ๕.   สาธกโวหาร  คือ   สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้งหรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือสาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหารเช่นการเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่างที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เป็นต้น
ในการเขียนข้อเขียนต่าง ๆ นิสิตควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียนและเนื้อหาในบางโอกาสอาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้องตามลักษณะโวหารนั้น ๆ อาจเป็นการกล่าวพาดพิงก็ได้  ด้วยคำที่ยกมาเป็นหลักธรรม  ภาษิต  คำพังเพยหรือตำนาน      นิทานเป็นต้น

        ตัวอย่าง  …โยคีเทศนาทหารทัพลังกาและเมืองผลึกในเรื่องพระอภัยมณี

คือรูปรสกลิ่นเสียงไม่เที่ยงแท้                ย่อมเฒ่าแก่เกิดโรคโศกสงสาร

                                            ความตายหนึ่งพึงเห็นเป็นประธาน                   หวังนิพพานพ้นทุกข์สุขสบาย

                                           ซึ่งบ้านเมืองเคืองเข็ญถึงเช่นนี้                          เพราะโลกีย์ตัณหาพาฉิบหาย

อันศีลห้าว่าอย่าทำให้จำตาย                             จะตกอบายภูมิขุมนรก   (สุนทรภู่)

           ๖. การใช้โวหารสัญลักษณ์
เป็นการนำสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาแทนสิ่งที่เป็นนามธรรมหรืออาจกล่าวให้เข้าใจโดยง่ายคือ เป็นการอธิบายความหมาย ของ สิ่งหนึ่ง โดยต้องตีความ หรือต้องนำสิ่งอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงหรือเหมือนกันมาเปรียบ เพื่อให้เข้าใจคุณสมบัติ ของสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง สัญลักษณ์จึงต้องมีการ ตีความ และมักจะใช้ในบทอัศจรรย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสิ่งที่มิพึงเปิดเผย เกี่ยวกับเรื่องของเพศสัมพันธ์
ตัวอย่างสัญลักษณ์ใน ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วได้เป็นขุนแผนและขุนช้างได้นางวันทอง ขุนแผนได้กล่าววาจา ดูถูกวันทอง โดยใช้สัญลักษณ์ว่า ทับทิม พลอยหุง กา และ หงส์ มาเปรียบกับวันทองเพื่อแสดงให้เห็นว่า ขุนแผนเคยเข้าใจผิด ว่าวันทองเป็นผู้หญิงมีคุณค่าเปรียบได้กับ ทับทิมและ หงส์ แต่ที่จริงแล้วนางควรเปรียบกับ พลอยหุงหรือกาเสียมากกว่าเมื่อแรกเชื่อว่าทับทิมแท้ มาแปรเป็นเป็นพลอยหุงไปเสียได้กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา

       ๗. การเปรีบยเทียบแบบอุปลักษณ์ (Metaphone)
การเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ เป็นการเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งกว่าอุปมา เพราะเป็นการนำลักษณะ อาการ ของสิ่งหนึ่งโอนไปใช้กับอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลย การเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์นั้นเป็นการนำ คุณสมบัติของสิ่งของมาเปรียบเทียบกัน มิใช่การดู คุณลักษณ์อุปลักษณ์อาจเปรียบเทียบโดยไม่มีตัวเชื่อม หากมีก็จะใช้คำว่า เป็น เท่า คือมาเชื่อมโยง

ตัวอย่าง
ณ ราตรี เพ็ญ ๑๕ ค่ำแห่งเดือนวิสาขปุณณมี กว่ายี่สิบห้าศตวรรษมาแล้ว ดวงประทีปแห่งโลกได้ดับลง รัศมีแห่งดวงประทีปนั้นยังคงฉายแสงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้และยังจะเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไปอีกนานเท่านานวลี ดวงประทีปแห่งโลกเป็นการเปรียบเทียบโดรปริยาย      หมายถึง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระปัญญาคุณ ประดุจแสงสว่างส่องทางแก่ชาวโลก
อุปลักษณ์ จากเรื่อง มัทนะพาธา ที่กล่าวเปรียบเทียบความรู้สึกของท้าวชัยเสนขณะรู้ความจริงว่านางมัทนากับศุภางค์มิได้ลักลอบเป็นชู้กัน แต่เป็นอุบายของนางจัณฑี แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะพระองค์สั่งประหารชีวิตบุคคลทั้งสองแล้ว ท้าวชัยเสนจึงรู้สึกว่าพระองค์มือมนเปรียบได้กับบ้านเรือนที่มืด เพราะพระองค์ได้ทำลายตะเกียงนั้นแล้ว อย่างไม่สมควรทำเลยตะเกียงวินาศแล้ว คะหะมืดสิจึ่งหวล
คะนึงว่าไม่ควร จะทะลายประทีปนั้น       (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

          ๘. การใช้โวหารอธิพจน์
เป็นการบรรยายหรือพรรณนาที่เกินจริง จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงไปจับ เพราะกวีมุ่งกล่าว เพื่อเน้นข้อความที่กล่าว ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นและแสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าปกติ เพื่อสร้างอารมณ์ สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง ดังปรากฏ ในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้
         ตัวอย่างอติพจน์ หรือกล่าวเกินจริงใน โคลงนิราศนรินทร์ มีความว่า ความรักของกวีไม่มีวันจืด จาง แม้ทุกสิ่งรวมทั้ง โลกนี้ทุกอย่างจะสูญสลายไปหมด ดังความว่าเอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย   เมรุชุบสมุทรดินลง เลขแต้ม  อากาศจักจารผจง จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น   ตราบขุนคิริข้น ขาดสลาย แลแม่   รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า   สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤา
ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย    ( นายนรินทร์ธิเบศร์ ( อิน )

          ๙. การใช้โวหารสัทพจน์ (Onomatopoeia)
การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ มีส่วนช่วยให้บทร้อยกรองไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น
        ตัวอย่างการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติใน นิราศเมืองเพชร นอกจากจะทำให้ได้ยินเสียงแล้วยังเห็นภาพคนที่ตบยุง ซึ่งมารุมกัดจนเกิดเสียงดัง ดังความว่า
ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ เสียงผัวะผะพึ่บพั่บปุบปับแปะ
(พระยาสุนทรโวหาร (ภู่))

         ๑๐. บุคคลาธิษฐาน
เป็นการสมมติสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต สัตว์ พืช ปรากฏให้มีความรู้สึก และกระทำกิริยาอาการได้ประหนึ่งคน อาจพูดจาปราศรัย เจ็บปวด ร่ำร้อง โกรธแค้น ฯลฯ เหมือนที่มนุษย์ควรรู้สึก
ตัวอย่าง ข้อความจากตอนหนึ่งในเรื่องกามนิตภาคสวรรค์ธรรมชาติรอบข้างต่างสลดหมดความคะนองทุกสิ่งทุกอย่าง
( เสถียร โกเศศและนาคะประทีป )
ข้อความจากลำนำภูกระดึง
น้ำเซาะรินรินหลากไหล ไม่หลับเลยชั่วฟ้าดินหาย
สรรพสัตว์พอฟื้นก็วุ่นวาย สลายซากเป็นกากผงธุลี
หลับเป็นกิริยาอาการของมนุษย์ แต่ในที่นี้นำมาใช้แก่ สายน้ำ ซึ่งไม่ใช่มนุษย์
( อังคาร กัลยาณพงศ์ )

๑๑. การซ้ำคำ


ตีงูงูไซร้หาก เห็นทัน
นมไก่ไก่สำคัญ ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้ ปราชญ์รู้เชิง


 

Comment

Comment:

Tweet

#8 By (223.206.0.127|223.206.0.127) on 2015-01-17 13:15

confused smile sad smile สุดยอดอ่ะ

#7 By bell (101.108.95.125|101.108.95.125) on 2014-11-28 16:35

sad smile

#6 By bell (101.108.95.125|101.108.95.125) on 2014-11-28 16:34

big smile big smile big smile

#5 By (171.96.177.151|171.96.177.151) on 2014-11-23 14:02

รค่ารราสวงวย

#3 By (106.0.178.74|106.0.178.74) on 2014-11-14 14:29

รค่ารราสวงวย

#2 By (106.0.178.74|106.0.178.74) on 2014-11-14 14:29

รค่ารราสวงวย

#4 By (106.0.178.74|106.0.178.74) on 2014-11-14 14:28

ทําไมตัวอย่างอธิบายโวหารไม่มี เว้ย...

#1 By mus (103.7.57.18|182.93.236.225) on 2013-02-06 10:14