ข่าวสารทั่วไป

posted on 14 Dec 2009 01:20 by darakaparkay

คนจ่อร้องทุกข์ ฟ้องทักษิณ/รับเป็นคดีพิเศษ จ้อหมิ่นสถาบัน ผ่าน"สื่อไทมส์ฯ"

                ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 25 พ.ย.52 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง รักษาราชการแทนนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 9/2552 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุม เพื่อพิจารณารับคดีอาญาไว้เป็นคดีพิเศษที่ต้องดำเนินการสืบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547

                หลังการประชุม นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้รับเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศพาดพิงสถาบันเป็นคดีพิเศษแล้ว ส่วนคณะกรรมการสอบสวนจะขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อต่างประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการ    

                ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ แถลงผลประชุมดังกล่าว โดยระบุว่า ที่ประชุมพิจารณาและมีมติเห็นชอบให้รับคดีความผิดทางอาญาไว้เป็นคดีพิเศษ ที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2 เรื่อง โดยหนึ่งในนั้นคือการกระทำผิดทางอาญา กรณีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณตามที่มีบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภาษาอังกฤษตีพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสื่อต่างประเทศ ไทม์ส ออนไลน์โดยบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมีคำพูดที่พาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ และอาจเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา           

                พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม และอาจมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกหลายท้องที่ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน ดีเอสไอก็ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ด้วย จึงเสนอบอร์ด กคพ.เพื่อมีมติให้เรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษซึ่งบอร์ด กคพ.เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงมีมติให้คดีเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในกรณีดังกล่าวและใช้อำนาจสืบสวนสอบสวน ซึ่งจะแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                วันเดียวกัน นายพนิช วิกิตเศรษฐ  ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเดินทางและพำนักในต่างประเทศว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้รับทราบถึงการใช้ชื่อใหม่ในหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ออกโดยประเทศนิการากัวและมอนเตเนโกร โดยใช้ชื่อว่า “TAKKI SHINEGRA” โดยยอมรับว่า เป็นข้อจำกัดที่สร้างปัญหาในการประสานงานขอความร่วมมือกับประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพำนักอยู่ เพื่อติดตามตัวกลับประเทศไทย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางของไทย ทำให้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวหรือการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ได้ยาก   

                 อีกทั้งเอกสารรวมถึงหมายศาลที่ประเทศไทยส่งไปขอความร่วมมือติดตามตัวนั้น ระบุชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในประเทศไทย ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยทำได้ คือ การส่งข้อมูลให้กับประเทศที่เรามีหลักฐานยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในประเทศนั้นๆ และคำให้สัมภาษณ์ของบุคคลที่ได้ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งเรื่องนี้ต่อผู้บังคับการ กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เพื่อประสานงานกับตำรวจสากลให้ทราบข้อมูลว่า บุคคลที่ใช้ชื่อ-สกุลตามตัวสะกดที่เราได้ข้อมูลมานั้น เป็นบุคคลคนเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการและประสานงานระหว่างประเทศต่อไป

                นายพนิช กล่าวอีกว่า ส่วนการประสานงานกับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)ในการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ได้พบกับเอกอัครราชทูตยูเออี ประจำประเทศไทยอีกครั้งในงานวันชาติของยูเออี เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเอกอัครราชทูตยูเออีระบุว่า ได้ส่งข้อมูลที่ได้จากทางการไทยกลับไปยังกระทรวงการต่างประเทศของยูเออีแล้ว และยืนยันว่าให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก แต่ยูเออีเป็นประเทศเปิด มีนักธุรกิจและนักลงทุนเข้าไปจำนวนมาก ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีการประสานและติดต่อกันอยู่เป็นประจำให้เขาสามารถได้รับข้อมูลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ไปอยู่ที่นั่นจริง อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่จะสามารถระบุว่าบุคคลที่ใช้ชื่ออื่นในต่างประเทศเป็นบุคคลคนเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่ และการรวบรวมหลักฐานจากทางการไทยด้วย

บทวิเคราะห์ข่าว

เรื่อง คนจ่อร้องทุกข์ ฟ้องทักษิณ/รับเป็นคดีพิเศษ จ้อหมิ่นสถาบัน ผ่าน"สื่อไทมส์ฯ"

หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ

ความคิดเห็น การการที่ได้อ่าน ข่าวข้างต้นแล้วนั้น ข่าวยังเป็นเรื่องเดิมคือ เรื่องที่คุณทักษิณ ให้สัมภาษณ์ กับสำนักพิมพ์ แห่งหนึ่ง ของประเทศอังกฤษ ที่เนื้อหาของข่าวนั้น กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูง แม้ว่า จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังนำเสนอเรื่องเดิม ที่ดูแล้ว ไม่ทำให้ประเทศพัฒนาขึ้น และได้มีการจัดประชุม จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษ เรื่องเอาผิดกับคุณทักษิณ

จะเห็นได้ว่า ระยะหลัง การเมืองของไทย ไม่ค่อยได้มีการพัฒนามากนัก เพราะ ไปยุ่งแต่เรื่องของคนหนึ่งคนเป็นส่วนใหญ่ คอยจ้องจับผิดกัน

 

 

 


แม้วทวิตขอบคุณเสื้อแดงเลื่อนชุมนุมใหญ่

 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิต ขอบคุณแกนนำเสื้อแดง เลื่อนการชุมนุมใหญ่ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ...

ภายหลังแกนนำม็อบเสื้อแดง ประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ที่แต่เดิม จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.2552 ถึง วันที่ 2 ธ.ค.2552ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิตเตอร์ ขอขอบคุณแกนนำเสื้อแดงทำการีเลื่อนการชุมนุมออกไปในโอกาสที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชน ทุกคนรักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมมาร่วมเพราะเรามันม็อบใจไม่จ้าง

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ถือโอกาสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดปัจจุบันว่า รัฐบาลนี้ชอบทำ เรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เล่นการเมืองทุกเรื่องเพื่อกลบกลิ่นทุจริตและปัญหาของประชาชน อย่างน้อยก็เอาผมเป็นประเด็นได้ทุกเรื่อง

 

บทวิเคราะห์ข่าว

เรื่อง แม้วทวิตขอบคุณเสื้อแดงเลื่อนชุมนุมใหญ่

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

ความคิดเห็น ข่าวการเมืองข้างต้นนั้น เป็นข่าวที่คุณทักษิณ ชินวัตร ได้ ใช้ โปรแกรม ทวิสเตอร์ ในการ ขอบคุณ ม็อบเสื้อแดง ที่เลื่อนการชุมนุม กันในช่วง วันที่ 28 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคมนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และ ได้มีการพูดกล่าว ถึง รัฐบาล ของ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ว่าชอบทำเรื่องเล็ก ให้เป็นเรื่องใหญ่ และเอาคุณทักษิณ  ชินวัตร นั้นเป็นตัวตั้งประเด็นทุกเรื่อง จากความคิดเห็นส่วนตัว คิดว่า การที่คุณทักษิณ ได้ ส่งทวิสเตอร์ เรื่องดังกล่าวมา  อาจทำให้ม็อบเสื้อแดง ที่กำลังเงียบ กลับ ลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายอีกก็ได้ เนืองจาก ได้กำลังใจจากนายใหญ่ อย่างคุณทักษิณ และการที่ กล่าวหารัฐบาลชุด นี้ว่าชอบเอาเรื่องของตนมา เป็นประเด็น เลยอยากให้คิดว่า ตัวเขาหรือเปล่า  ที่ได้ ทำประเด็น  ขึ้นมา  และการที่ ม็อบคนเสื้อแดง จะทำการชุมนุมในระยะเวลานั้น เป็นการคิดที่ผิดมหันต์ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงของวันเฉลิมฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ดังนั้นถ้าจะมีงาน ถือว่าเป็นการทำที่ไม่ดี และรุนแรงอย่างมาก ต่อจิตใจของคนไทย และคนที่ ก่อเรื่องหรือทำประเด็นเรื่องนี้ให้ร้อนขึ้นมา ก็ควร อยู่อย่างสงบเพราะไม่ต้องการความปั่นป่วน อีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดใจมีหนวด เทือกลุย ใช้กม.มั่นคงต่อ

สุเทพ โยนนายกฯตัดสินใจว่า จะไปเชียงใหม่หรือไม่ ระบุรอฟังรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ก่อนพิจารณามาตรการรักษาความปลอดภัย ยืนยันเหตุไม่เลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯทั่ว กทม. เพราะเกรงเสื้อแดงกลับกลอก....
                วันนี้(26 พ.ย.)นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงความชัดเจนเรื่องการเดินทางลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 พ.ย. นี้ ว่า ต้องให้นายกฯเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายผู้จัดงานที่ จ.เชียงใหม่ ก็พยายามแก้ปัญหาอยู่ ตนดูในเรื่องความปลอดภัย ไม่มีหน้าที่ประเมินว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่ประเมินว่าคนเสื้อแดง โดยเฉพาะกลุ่มชียงใหม่ 51 มีพฤติกรรมที่เคยสร้างความรุนแรงมาก่อน จึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก ซึ่งได้แจ้งให้นายกฯและที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทราบไปแล้วว่า จะรอดูสถานการณ์อีก 1-2 วันนี้ ก่อนจะพิจารณามาตรการต่างๆอีกครั้ง
                นายสุเทพ ยังกล่าวถึงผลการประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้หารือใน 2 ประเด็น คือ การยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา และให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯแทน ซึ่งต้องจัดศูนย์อำนวยการในพื้นที่และจัดโครงสร้างผู้ที่รับผิดชอบ รวมทั้งได้หารือเกี่ยวกับการตั้งศูนย์อำนวยการในพื้นที่ กทม. เพื่อรองรับการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯทั่ว กทม. ถึงแม้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงจะประกาศว่า ไม่มีการชุมนุม แต่กลุ่มเสื้อแดงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รัฐบาลไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เสียหาย ต้องเตรียมการให้พร้อมรับสถานการณ์ และปฏิบัติหน้าที่ได้ภายใน 4-6 ชั่วโมง
                ส่วนจะยกเลิกหรือย่นระยะเวลาการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯใน กทม.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ และจะรายงานให้ที่ประชุม ครม.เพื่อทราบสถานการณ์ล่าสุด ส่วนที่ประชุม ครม.จะพิจารณาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม ส่วนสถานการณ์ที่เชียงใหม่ ได้ติดตามและรอฟังรายงานจากทางเชียงใหม่ อยู่ หากจำเป็นก็ต้องเดินทางไปที่เชียงใหม่อีกครั้ง เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ เมื่อได้รับรายงานแล้วก็จะแจ้งให้นายกฯทราบต่อไป.

 

บทวิเคราะห์ข่าว

เรื่องติดใจมีหนวด เทือกลุย ใช้กม.มั่นคงต่อ

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

ความคิดเห็น จากข่าวการเมืองข้างต้นนั้น เป็นข่าวที่นายกอภิสิทธิ์ จะลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ ของม็อบเสื้อแดง ที่สนับสนุน ฝ่ายตรงข้ามกับนายกฯอภิสิทธิ์ และการลงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ที่เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง วิตก ว่าอาจมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นเหมือนเมื่อครั้ง พ.ศ.51 ก็ได้ เพราะเป็นจังหวัดที่เคยเกิดเรื่องกับนายกฯมาแล้ว จากการที่ได้อ่านข่าวมา ทำให้คิดว่า การที่ม็อบเสื้อแดงทำการก่อกวน หรือป่วนการทำงาน หรือ การลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของนายกอภิสิทธิ์นั้นเป็นการทำอย่างไม่ถูกต้อง เพราะการที่นายกฯอภิสิทธ์ ได้คิดว่าจะมีการลงพื้นที่จ.เชียงใหม่เพราะ ม็อบเสื้อแดงได้ก่อความวุ่นวาย จน ไม่ค่อยมีนักธุรกิจ หรือนักท่องเที่ยวอยากมาลงทุนหรือเที่ยวเพราะกลัวความไม่ปลอดภัยแก่ตนเอง ดังนั้นการที่นายกฯ จะเลือกลงพื้นที่นี้ ก็เป็นการที่สร้างความมั่นใจ และน่าเชื่อถือ แก่นักลงทุน และนักท่องเที่ยว เพื่อ จ.เชียงใหม่จะได้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หลังจากที่ซบเซา มานาน เพราะการก่อกวนของคนเสื้อแดง

 

 

 

 

 

 

 

 

ตรึงกำลังไม่เสียหาย ทหาร-ตร. เดินหน้าติดหนวด

 

 

รัฐประชุมกอ.รมน. อนุมัติแผนปฏิบัติการคุมม็อบแดง ย้ำไม่ยกเลิกพ.ร.บ.มั่นคง แม้ ยกเลิกชุมนนุม สั่งตรึงกำลังตำรวจ ทหาร พร้อมรับมือสถานการณ์ เชื่อเสื้อแดงไม่แผลงฤทธิ์ป่วนเมือง

ที่ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 พ.ย. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เพื่อประเมินสถานการณ์ภายหลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศยกเลิกการชุมนุมใหญ่ ปลายเดือนพ.ย. โดยมี
  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง

พล.ต.อ.ปทีป
  กล่าวว่า ได้อนุมัติแผนปฏิบัติการของศูนย์อำนวยการรักษาความสงยเรียบร้อย (ศอ.รส.) ส่วนหน้า เพื่อเตรียมความพร้อม และเตรียมกำลังคนรองรับการปฏิบัติงาน หากในวันที่ 28 พ.ย.กลุ่มเสื้อแดงไม่มาชุมนุมจริง นายสุเทพคงเรียกประชุมอีกครั้งว่าจะมีความเห็นอย่างไร นอกจากนี้ยังเตรียมแผนการรองรับที่จ.เชียงใหม่ด้วย ทุกอย่างยังเดินหน้าเตรียมการไว้หมด ไม่มีอะไรเปลี่ยน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมไม่มีอะไร
  กำลังทหารจะเตรียมพร้อมในที่ตั้ง ส่วนพื้นที่ที่ไม่ใช่สถานที่ราชการจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลสถานการณ์เป็นหลัก ผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรเป็นปัจจัยทำให้ต้องคงการประกาศพ.ร.บ.มั่นคงไว้ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า การคงกำลังไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ทหารไม่ได้ออกนอกที่ตั้ง เป็นการกันไว้ดีกว่%

Comment

Comment:

Tweet