ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

posted on 13 Dec 2009 19:15 by darakaparkay

ฮาฮา หลังจากที่มีประวัติศาสตร์ของไทย เกาหลี จีน ฮ่ะฮ้า ที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือประเทศญี่ปุ่นค่ะ เป็นประเทศที่มีอิทธิพลกับเรามากเช่นกัน ตั้งแต่อดีตจนถึงบัจจุบัน

 

สมัยไทโช-โชวะ (Taishō-Shōwa Period)

       ญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นยุคที่ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน ภายใต้กระแสของลัทธิจักรวรรดินิยมหรือชาตินิยม ด้วยความแรงของกระแสหลังได้ผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามเป็นเวลา 15 ปี นับตั้งแต่ตอนต้นของสมัยโชวะหรือตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 หลังจากการพ่ายในสงครามภาคพื้นแปซิฟิกและเป็นประเทศเดียวที่ถูกทิ้งปรมาณู ญี่ปุ่นได้มุ่งพัฒนาประเทศที่มีอิสระและสันติภาพ

ที่มา : กระจกส่องญี่ปุ่น โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
 
สมัยเมจิ (Meiji Period)

       เพื่อ พัฒนาประเทศให้เท่าเทียมกับอารยประเทศทางตะวันตก รัฐบาลได้กำหนดนโยบายหลักไว้ 3 ประการ คือ ร่ำรวยเข้มแข็ง สร้างเสริมอุตสาหกรรม อารยธรรมสมัยใหม่ และได้ปฎิบัติตามนโยบายเหล่านี้ เช่น การบัญญัติรัฐธรรมนูญ การจัดตั้งรัฐสภา การแก้สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การที่ญี่ปุ่นชนะสงครามกันจีนราชวงศ์แมนจูและรัสเซียนั้น ทำให้เกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมภายในประเทศ ระบบทุนนิยมเติบโตขึ้นจนเริ่มเป็นที่จับตามองบนเวทีระหว่างประเทศ วัฒนธรรมสมัยเมจินั้นเป็นวัฒนธรรมที่หลอมรวมวัฒนธรรมพื้นเมืองของญี่ปุ่นกับ วัฒนธรรมตะวันตกซึ่งขัดกันให้เข้ากันไป

ที่มา : กระจกส่องญี่ปุ่น โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
 
สมัยเอะโดะ (Eido Period)

       โทะคุงะวะ อิเอะยะสุ (Tokugawa Ieyasu) ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 และหลังจากนั้นอีก 260 ปี การปกครองทั้ง
หลายก็ตกอยู่ในอำนาจของตระกูลโทะคุงะวะ รัฐบาลโทะคุงะวะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น และปกครองเกษตรกรอันเป็นแรงงานค้ำจุนรัฐบาลอย่างเข้มงวดกวดขันโดยทุกอย่าง เข้าสู่สงบสุขหลังจากปิดประเทศโดย
โทะคุงะวะ อิเอะมิทสึ (Tokugawa Iemitsu) โชกุนคนที่ 3 เมื่อต้นศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตามความสงบภายในประเทศ ได้นำความรุ่งเรืองทางการค้าและอุตสาหกรรมมาให้ญี่ปุ่นก็จริง แต่ในที่สุดได้ทำลายระบบพึ่งตนเองของเกษตรกรไปทีละเล็กละน้อย เมื่อเกษตรกรอันเป็นฐานอำนาจของรัฐบาลโทะคุงะวะยากจนเดือด
ร้อน การปกครองของตระกูลโทะคุงะวะก็เริ่มสั่นคลอนลงตั้งแต่เข้าศตวรรษที่ 19
       ยุคนี้เป็นยุคที่วัฒนธรรมของราษฏรสามัญเจริญจนถึงที่สุด ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นยุคของวัฒนธรรม 
เก็นโระขุ (Genroku) ซึ่งเป็นของนักรบผสมกับราษฎรสามัญ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเกียวโต โอซาก้า เอกลักษณ์คือละครหุ่น ละครคะบุขิและหัตถกรรมต่างๆ มีศิลปินกำเนิดจากราษฎรสามัญมากมาย เช่น นักเขียน อย่าง อิฮะระ ไซคะขุ (Ihara Saikaku) นักกลอนไฮขุ อย่าง มะทสึโอะ บะโช (Matsuo Bashou) นักแต่งบทละครหุ่น ละครคุบุขิ อย่าง ชิคะมะทสึ มงชะเอะมง (Chikamatsu MonZaemon) จนเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางของวัฒนธรรมได้ย้ายไปอยู่เอะโดะ เป็นยุคของวัฒนธรรม คะเซ (Kasei) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชาวเมือง อันได้แก่ นวนิยาย ละครคะบุขิ ภาพอุคิโยะ บุงจิง-งะ เป็นต้น
การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื้อและหลักคำสอน 
จูจื่อ (Chu Hsi) ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลโทะคุงะวะ 
       การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัตซ์ (ฮอลันดา) เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานไปศึกษาวิชาต่างๆ ที่วัด (terakoya)

ที่มา : กระจกส่องญี่ปุ่น โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
 
สมัยอะชุฉิ-โมะโมะยะมะ (Azuchi - Momoyama Period)

       เป็นยุคที่โชกุนชื่อ โอะดะ โนะบุนะงะ (Oda Nobunaga) และโทะโยะโทะมิ ฮิเดะโยะชิ (Toyotomi Hideyoshi) ได้ปราบปรามไดเมียวหัวเมืองต่างๆ และรวมศูนย์กลาง
อำนาจไว้ได้แต่เพียงผู้เดียว ความสงบภายในประเทศประกอบกับการติดต่อกับต่างประเทศที่มากขึ้น ทำให้เกิดวัฒนธรรมอันหรูหรา อย่างเช่น วัฒนธรรม
โมะโมะยะมะ (Momoyama)

ที่มา : กระจกส่องญี่ปุ่น โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
 
สมัยมุโระมะฉิ (Muromachi Period)

       ครึ่ง หลังของศตวรรษที่ 14 อะชิคะงะ โยะชิมิทสึ ได้ปราบปรามชนชั้นปกครองลงอย่างราบคาบ และตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นอีกครั้งที่เกียวโต ซึ่งรัฐบาลโชกุนนี้ได้ปกครองญี่ปุ่นต่อมาเป็น
เวลานานถึงสองศตวรรษเศษอันเป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมของชนชั้นนักรบก็ได้กลืน วัฒนธรรมของชนชั้นปกครองลงอย่างราบคาบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลโชกุนของตระกูลอะชิคะงะ เกิดจากการรวมตัวของขุนศึกสำคัญๆ ตามหัวเมืองต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นธรรมดาที่การรวบรวมอำนาจให้รัฐบาลมีเสถียรภาพนั้นเป็นไปได้อย่าง ลำบาก ดังนั้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 15 
เป็นต้นมา ขุนศึกตามหัวเมืองต่างๆ จึงเริ่มทำสงครามแย่งชิงอำนาจกัน จนทั้งประเทศญี่ปุ่นตกเข้าสู่ยุคสงครามภายในยุคนี้เป็นยุคที่ชนชั้นนักรบมี อำนาจเหนือเกษตรกรและมีกรรมสิทธิเหนือ
ที่ดินจึงเป็นการปกครองระบบศักดินาโดยสมบูรณ์ ด้านเศรษฐกิจก็เจริญรุ่งเรืองมาก เนื่องจากทำการค้ากับจีนสมัยหมิง
       ด้านวัฒนธรรม ลัทธิเซนเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองและชนชั้นนักรบ ซึ่งเห็นรูปแบบได้จาก
ตำหนักทอง (Kinkaku) ในปลายศตวรรษที่ 14 อันเป็นตัว
แทนของวัฒนธรรม
คิตะยะมะ (Kitayama) และ ตำหนักเงิน (Ginkaku) ในปลายศตวรรษที่ 15 อันเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมฮิงะชิยะมะ (Higashiyama)การละคร อย่างเช่น โน เคียวเง็น และการต่อเพลง ก็เริ่มแพร่หลายสู่ประชาชนภายนอก ศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างเช่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้ ก็เริ่มมีรากฐานมาจากยุคนี้ และในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 พวกฝรั่ง เช่น ชาติโปรตุเกสและสเปนก็ได้นำอาวุธปืนยาวและศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ที่ ญี่ปุ่น

ที่มา : กระจกส่องญี่ปุ่น โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
 

Comment

Comment:

Tweet